|
 |
|
 |
 |
 |
กลุ่มเราเข้าใจ
 |
|
 |
 |
 |
 |
โอกาสทางการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนที่มีเชื้อเอชไอวี
"เราเคยคิดว่า ตัวเองไม่มีคุณค่า เพราะมีแต่คนรังเกียจ จะป่วย อีกไม่นานก็ตาย ไม่ควรทำอะไร แต่เราก็เติบโตขึ้นทุกวัน ไม่เห็นเป็นอะไร แล้วพอเราได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ได้ทำกิจกรรมต่างๆ เราจึงรู้ว่า ชีวิตเราก็มีคุณค่า ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง พวกเราจึงอยากให้เด็กที่มีเชื้อเอชไอวีทุกคน ได้เรียนหนังสือ และได้ทำกิจกรรมเหมือนเด็กทั่วๆ ไป"
ข้อความนี้เป็นข้อเสนอแรกในข้อเสนอ 9 ข้อ ของกลุ่มเด็กและเยาวชนมีเชื้อเอชไอวี ซึ่งจัดทำขึ้นเผยแพร่ครั้งแรกในงานสัมมนาระดับชาติเรื่องเอดส์ เดือนพฤษภาคม 2552 โดยเด็กและเยาวชนจำนวน 25 คน และล่าสุดในเวทีการประชุมสรุปบทเรียนของกลุ่มเยาวชนมีเชื้อเอชไอวี จำนวน 13 กลุ่ม เดือนกรกฎาคม 2553 ได้ปรับข้อเสนอเพิ่มเติม
กลุ่มเด็กและเยาวชนมีเชื้อเอชไอวีที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ มีจำนวน 1,328 คน อายุระหว่าง 0-22 ปี ที่อยู่ในการดูแลทั้งทางด้านกาย ใจ สังคมจากเครือข่ายความร่วมมือใน 4 พื้นที่ ได้แก่ 1.โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี 2.โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 3.โครงการเด็กและเยาวชน หน่วยวิจัย SEARCH, HIV-NAT ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย 4.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ จังหวัดเชียงราย
เด็กๆ ต้องเผชิญอะไรบ้าง
"เวลาเขาถามว่า ผมเป็นตุ่มอะไร ผมก็ไม่อยากตอบ ไม่อยากคุยด้วย เดินหนีไปเลย ไม่อยากให้ใครรู้ว่า เราเป็นอะไร"
หากลองย้อนกลับไปอ่านเสียงของเด็กและเยาวชนในข้อเสนอข้างต้นอีกครั้ง พวกเขาได้บอกถึงความต้องการและความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา เมื่อรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีคุณค่า เพราะทัศนคติที่สังคมยังรังเกียจผู้มีเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมทั้งความไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่โอกาสกระจายไปไม่ถึงประชาชนให้เข้าถึงการศึกษาและการทำงานอย่างเท่าเทียมกัน
เมื่อเด็กๆ ไปโรงเรียน หากพวกเขาทำตัวเงียบเชียบอย่าให้ใครรับรู้ถึงการมีเชื้อฯ ก็จะปลอดภัยมากกว่า ถ้าเพื่อนรู้ ก็จะถูกล้อ ถูกกดดันจากครูและผู้ปกครองของนักเรียนให้เด็กออกจากโรงเรียนไป เพราะยังคงมีบางสถานการศึกษาที่ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับในการอยู่ร่วมกับผู้มีเชื้อฯ ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีนโยบายให้เด็กมีเชื้อเอชไอวีเข้าเรียนและอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ
นอกจากความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นในชุมชนและโรงเรียน จะส่งผลให้เด็กไม่อยากเรียนต่อแล้ว เด็กบางคนอาจยังเผชิญความเจ็บป่วยเรื้อรัง เพราะยังไม่ได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง ทำให้ต้องขาดเรียนบ่อยๆ เรียนตามเพื่อนไม่ทัน ทำให้พวกเขาเลือกที่จะไม่เรียนต่อ หรือไปศึกษาในระบบการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ไม่ต้องเผชิญกับการถูกเพื่อนล้อ รังเกียจ กลั่นแกล้ง ทำให้รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ไม่มั่นใจในตัวเอง
ในขณะเดียวกัน เด็กที่พ่อแม่เสียชีวิต หรือเสียชีวิตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะต้องไปอยู่กับญาติหรือถูกส่งไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ หากเด็กอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายที่ไม่มีญาติคอยสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว หรือแม้แต่ผู้ดูแลที่ทำงานรับจ้างทั่วไปที่ไม่สามารถประกอบอาชีพที่หารายได้เป็นเงินเดือนประจำได้ หรือมีรายได้ที่พอเลี้ยงปากท้องในครอบครัว แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายให้ลูกหลานไปโรงเรียน
ความยากลำบากนี้ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนไม่ได้เรียนอย่างต่อเนื่อง บางคนได้รับความช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่อง และการเรียนฟรีนั้น ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงค่าเดินทาง ค่าอาหารไปโรงเรียน รวมทั้งค่าเสื้อผ้าและค่ากิจกรรมในโรงเรียนที่เป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่าย และหากหมดช่วงระดับการศึกษาที่รัฐกำหนดให้เรียนฟรีแล้ว ผู้ดูแลที่มีรายได้ไม่มาก ก็จะกังวลว่า จะให้เด็กเรียนต่อหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ดูแลตัดสินใจที่จะต้องหยุดการศึกษาต่อของเด็ก แม้ต้องการให้ลูกหลานตนเองได้เรียนต่อก็ตาม
ความท้าทาย
ปัญหาเหล่านี้ เป็นความท้าทายที่ทั้ง 4 พื้นที่ได้ดำเนินงานช่วยให้เด็กและเยาวชนได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง เพราะในปัจจุบันมีการพัฒนาการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่ช่วยให้ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีมีสุขภาพแข็งแรงและมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป
นอกจากนั้นยังทำงานกับชุมชน โรงเรียน ตลอดจนผู้ดูแลเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการติดต่อของเชื้อเอชไอวี และความแตกต่างระหว่างเอชไอวีกับเอดส์ จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างคุณค่าความภาคภูมิใจในตนเอง เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งมีความมั่นใจที่จะกลับไปเรียนต่อ และเชื่อมั่นว่า ตนเองก็สามารถทำหลายอย่างได้และเรียนได้เหมือนคนอื่นๆ และช่วยเหลือให้ครอบครัวพัฒนารายได้โดยส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริม รวมทั้งเด็กและเยาวชนจำนวน 561 คน ได้รับทุนช่วยเหลือด้านการศึกษาที่ทำให้เศรษฐกิจในครอบครัวไม่ฝืดเคืองมากเกินไป
แต่เนื่องจากว่า การช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจดังกล่าว ยังมีข้อจำกัดและไม่เพียงพอ และจำนวนเด็กมีเพิ่มขึ้น ประกอบกับเมื่อเด็กเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม หรือบางคนเคยได้รับทุนการศึกษาแล้ว แต่ไม่ได้รับอย่างต่อเนื่อง หรือทุนจบโครงการไป เด็กและเยาวชนจำนวน 93 คนที่ยังคงเผชิญปัญหาและมีความต้องการทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ "พวกเราที่มีเชื้อเอชไอวีทุกคน ได้เรียนหนังสือ และได้ทำกิจกรรมเหมือนเด็กทั่วๆ ไป"
ขณะนี้มีเด็กจำนวน 19 คนที่ศึกษาอยู่ในชั้นระดับประถม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเทอมละ 4,000 บาท มีเยาวชนจำนวน 33 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมต้นและกศน.มัธยมต้น มีค่าใช้จ่ายเทอมละ 5,000 บาท เยาวชนจำนวน 29 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมปลายและกศน.มัธยมปลาย มีค่าใช้จ่ายเทอมละ 6,000 บาท สำหรับเยาวชนอีก 8 คนที่กำลังศึกษาในระดับปวช.และปวส. มีค่าใช้จ่ายเทอมละ 12,000 บาท และอีกจำนวน 4 คนที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี มีค่าใช้จ่ายเทอมละ 20,000 บาท
หากเด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้รับทุนการศึกษา นอกจากจะช่วยให้เศรษฐกิจในครอบครัวไม่ฝืดเคืองมากแล้ว ยังช่วยให้เด็กได้กลับไปเรียนอย่างที่ตัวเองหวังไว้ เพราะอย่างน้อยเมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็ทำให้เขาสามารถทำงานหารายได้พึ่งตนเองและดูแลครอบครัวต่อไปได้
ผู้ที่ประสงค์จะสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้เรียนจบตามที่หวังไว้ หรือสนับสนุนตามจำนวนเงินที่ต้องการสนับสนุน สามารถติดต่อ สำนักงานประสานเครือข่ายภาคีความร่วมมือระดมทุนการศึกษาช่วยเหลือเด็กและเยาวชนมีเชื้อเอชไอวี (กลุ่มเราเข้าใจ) 494 ซ.นครไทย 11 ถ.ลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 085-199-6609 (ณิชา หลีหเจริญกุล) อีเมล์ : weunderstand@thaiplus.net website : www.thaipositivekids.com Facebook Page : We Understand หรือ Twitter : @weunderstandkid
|
|
 |
|
|